Press "Enter" to skip to content

ข่าวสุขภาพ : สุขภาพกับ“ภาวะติดโซเชียล”

admin 0

ข่าวสุขภาพ : สุขภาพกับ“ภาวะติดโซเชียล” WHO ยังไม่ประกาศ “ภาวะติดโซเชียล” เป็นโรคทางจิตเวชในเร็ววัน เหตุขาดงานวิจัยรองรับอีกมาก ซ้ำเทคโนโลยีสื่อสารก้าวหน้ารวดเร็วกว่างานวิจัย อาจต้องปรับการวินิจฉัยอีก ย้ำเสพโซเชียลมีสติ พิจารณาถี่ถ้วน

จากกรณีองค์การอนามัยโลก (WHO) เตรียมที่จะบรรจุเรื่องของการเสพติดสื่อออนไลน์ให้เป็น 1 ในคำวินิจฉัยทางจิตเวช คาดว่าจะประกาศอยู่ในระบบการวินิจฉัยใหม่ที่เป็นเกณฑ์ให้แต่ละประเทศใช้ได้ภายใน 1-2 ปี ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ โดยไม่เชื่อว่าการติดโซเชียลมีเดียจะถึงขั้นเข้าข่ายโรคทางจิตเวช และหากกำหนดให้เป็นโรคทางจิตเวชก็ต้องมีเกณฑ์หรือนิยามให้ชัด

ปัจจุบันนี้ได้มีการจัดให้ภาวะติดเกมออนไลน์ (Internet gaming disorder) อยู่ในกลุ่มวินิจฉัยระดับที่ 3 เท่านั้น คือยังต้องรองานวิจัยมารองรับอีก เพื่อปรับไปเป็นเกณ์การวินิจฉัยระดับที่ 1 ซึ่งเป็นกลุ่มโรคและการวินิจฉัยที่แพทย์ใช้โดยทั่วไปในปัจจุบัน ส่วนภาวะการติดโซเชียลมีเดีย ยังคาดว่าไม่น่ามีการประกาศในเร็ววัน ซึ่งตนนั้นได้มีโอกาสเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการ ในการพิจารณาภาวะการติดโซเชียลมีเดียเป็นโรคทางจิตเวช ซึ่งจัดโดย WHO เมื่อ 2 ปีก่อน ซึ่งคณะกรรมการนี้ได้สรุปความเห็นว่า ยังคงต้องการงานวิจัยเพื่อรับรองความรู้ด้านนี้อีกสักระยะ เพื่อสรุปว่าเป็นโรคทางจิตเวชได้ เนื่องจากการติดโซเชียลเน็ตเวิร์กนั้นมีอาการ ลักษณะจำเพาะ และสาเหตุที่แตกต่างออกไปจากการติดสารเสพติดแบบอื่นๆ ทั้งนี้ อาจมีการปรับเปลี่ยนการวินิจฉัยในอนาคตอีก เนื่องจากเทคโนโลยีสื่อสารต่างๆ มีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วจนงานวิจัยตามทันได้ยาก

แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นค่อนข้างชัดเจนแล้ว เราจึงต้องระมัดระวังในการใช้สื่อโซเชียลเป็นพิเศษ ให้พึงระลึกไว้เสมอว่าเหรียญมีสองด้าน สิ่งที่เราดูอยู่นั้นอาจเป็นได้ทั้งเรื่องจริงหรือเรื่องหลอกลวง สิ่งที่เราเสพอาจเป็นการนำเสนอเพียงด้านเดียวของผู้สื่อสารเท่านั้นก็ได้ และถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องจริงทั้งหมดก็ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนอีกครั้งว่ามันเป็นสิ่งที่เหมาะสมหรือไม่ หากไม่เหมาะสม เราก็ไม่ควรสนับสนุนและควรป้องกันอันตรายต่อคนรอบข้างที่รับสื่อนั้นด้วย เพื่อให้สังคมไทยน่าอยู่มากขึ้น นอกจากนี้ คุณพ่อคุณแม่ยังควรดูแลและให้คำแนะนำในการรับสื่อต่างๆ แก่ลูกหลานที่ยังเป็นกลุ่มเสี่ยงด้วย

ปัญหาสังคมไทยเป็นปัญหาที่นำเอาข้อเท็จจริงมาเล่นแร่แปรธาตุปั่นให้เป็นกระแสชั่วคราวและก็มอดดับไปแต่ปัญหายังคงทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น จึงเสนอให้รัฐบาลหันมาสนใจปัญหาสังคม โดยเฉพาะการออกนโยบายสาธารณะและกฎหมายที่ทำให้เด็กและเยาวชนได้รับการดูแลความปลอดภัยมากขึ้น

ดังนี้ ให้มีกฎหมายดำเนินการเอาผิดกับพ่อแม่ผู้ปกครองที่ปล่อยให้เด็กเล็กอยู่บ้านตามลำพัง เสนอให้รัฐบาลมีนโยบายสาธารณะให้หน่วยงานของรัฐที่ทำหน้าที่ประเมินคุณภาพโรงเรียนผ่านเกณฑ์ด้านมาตรการดูแลความปลอดภัยของนักเรียนด้วยตัวชี้วัดต่างๆ รวมทั้งเสนอให้เว็บไซต์กระทรวงศึกษาธิการ เว็บไซต์จังหวัด หรือเว็บไซต์หน่วยงานรัฐที่ทำการตรวจมาตรฐานโรงเรียนประกาศรายชื่อโรงเรียนที่ผ่านและไม่ผ่านเกณฑ์ดูแลความปลอดภัยของเด็กนักเรียนให้สาธารณชนรับทราบ ในส่วนพ่อแม่ผู้ปกครองก็ต้องดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิด